• Facebook - Icon
  • Instagram - Icon
  • Twitter - Icon
  • Line - Icon
  • YouTube - Icon

พบกับเราได้ที่

Copyright © 2019 HiPRO. All rights reserved.

สำนักงานใหญ่

 

บริษัท พลาธิป อินดัสทรี จำกัด

899/70 ม.21 ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ 10540

เลขประจำตัวผู้เสียภาษี : 0105560131813

 

เวลาทำการ : 08:30น. - 17:30น.

ติดต่อ

 

ประชาสัมพันธ์ : 02-130-7631

บัญชี : 02-130-7632

ฝ่ายขาย : 064-109-4433

 

E-Mail : hiprodrink@gmail.com

เหนื่อยล้า.. ทำไมต้องเดินเข้าป่า?

14-Mar-2018

“ถ้าเธอเหนื่อยล้า จงเดินเข้าป่า..” เสียงเพลงยอดฮิตของช่วงนี้ลอยมา

แต่หลายคนคงตั้งคำถามกันใช่ไหมว่า ทำไมเหนื่อยล้าแล้วต้องเดินเข้าป่า เมื่อเข้าป่าไปแล้วจะหายเหนื่อยมั้ย หรือจะเมื่อยหนักกว่าเดิมเข้าไปอีก

ตามเนื้อเพลงเขาบอกว่า อยากจะหนีเข้าป่าเพราะต้องการหลีกหนีความวุ่นวายของเมือง หนีคนใจร้าย คนใจดำ คนหลายใจ (อุ้ย... อินหนักไปหน่อย)

 

แต่หากเป็นสมัยก่อน ถ้าใครจะหนีเข้าป่าก็คงเพราะเข้าไปหาสมุนไพรมารักษาอาการเหนื่อยล้าซะมากกว่า 

ต้องบอกก่อนว่าสมุนไพรไทยหลายชนิด สามารถรักษาโรคภัยหลายอย่าง ชนิดที่ว่าหายเป็นปลิดทิ้ง บางชนิดก็สามารถรักษาให้หายได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ บางชนิดก็มีไว้ช่วยทุเลาอาการผ่อนหนักให้เป็นเบา บางชนิดก็มีไว้เพื่อบำรุง แต่ก่อนที่จะใช้งานสมุนไพรให้เป็นยาได้จริงๆ นั้น เราต้องรู้จักศึกษา ชนิดของพืช ส่วนที่ต้องนำมาใช้งาน และสรรพคุณที่แท้จริงของพืชชนิดนั้นๆ ให้เข้าใจเสียก่อน

ส่วนอาการเหนื่อยล้าของคนเรานั้นอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ

ไม่ว่าจะเป็นอาการเหนื่อยล้าทางกายหรือทางใจ แต่สำหรับบทความนี้ ทีมงาน HiPRO จะโฟกัสไปที่อาการเหนื่อยล้าของร่างกายที่เกิดจากการทำงานหนัก การทำกิจกรรมลุยๆ การโหมร่างกายเล่นกีฬา แม้กระทั่งอาการเส้นเอ็นอักเสบ กระดูกเสื่อม หรือแม้แต่อาการเมื่อยล้าที่เกิดจากการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จนเป็นที่มาของอาการออฟฟิศซินโดรม (office syndrome)

อย่างที่กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ว่าสมุนไพรหลากหลายประเภทก็จะมีข้อดี

มีสรรพคุณที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละชนิด ทีมงาน HiPRO จึงขอคัดเฉพาะสมุนไพรที่สามารถช่วยแก้อาการเหนื่อยล้า ว่ามีสมุนไพรอะไรบ้าง

1.กระชายดำ สมุนไพรตัวท็อปสำหรับคนที่ต้องการปลุกกำลังแรงกายให้กระปรี้กระเปล่า ลดความเมื่อยล้า ลดอาการอ่อนแรง ช่วยให้กระชุ่มกระชวย สร้างความสมดุลสำหรับการไหลเวียนของโลหิต แถมยังแก้ปวดหลังปวดเอวได้อีกด้วย ชาวเขาเผ่าม้ง ซึ่งว่ากันว่าเป็นต้นตำรับของการปลูกและนำกระชายดำเข้ามาใช้ประโยชน์ทางยา นิยมที่จะพกติดตัวไว้ทุกครั้งเวลาเข้าป่าหรือเดินข้ามเขา เพราะช่วยให้แรงดีเดินข้ามเขาได้วันละหลายลูก ว่าแล้วก็อยากจะเหน็บใส่เป้เวลาไปเดินป่าเสียจริงๆ

2.กวาวเครือแดง เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณรอบด้าน เรียกได้ว่ามีประโยชน์ทั้งต้นเลยทีเดียว ขึ้นอยู่กับว่าเราจะนำส่วนใดของกวาวเครือแดงมาใช้สกัดทำยา แต่หากต้องการที่จะรักษาหรือแก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกายแล้วล่ะก็ ส่วนที่ต้องนำมาใช้งานก็คือส่วนที่เรียกว่า หัว ของกวาวเครือแดงนั่นเอง

3.โด่ไม่รู้ล้ม เป็นพืชที่หาได้ไม่ยากในธรรมชาติบ้านเรา แถมยังมีฤทธิ์คลายเส้น คลายกล้ามเนื้อ รักษาอาการปวดหลังปวดเอว หรือบรรเทาความปวดเมื่อยของร่างกายได้เป็นอย่างดี

4.ไพล อีกหนึ่งสมุนไพรพื้นบ้านของไทยที่มีสรรพคุณรอบด้าน และยังเป็นสมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบของตำรับยาสมุนไพรหลากหลายชนิด แน่นอนว่า ไพลอีกเป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่ช่วยในการลดอาการฟกช้ำ เคล็ดขัดยอก แก้ปวดเมื่อย และอาการครั่นเนื้อครั่นตัวตามร่างกายได้เป็นอย่างดีไม่แพ้สมุนไพรชนิดอื่นๆ

5.เถาเอ็นอ่อน หากกล่าวสมุนไพรแก้อาการปวดเมื่อย เถาเอ็นอ่อนเป็นสมุนไพรที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย เพราะนี่คือสมุนไพรที่คนสมัยก่อนจะคิดถึงเป็นอันดับแรกๆ เลย เมื่อต้องหาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ในการรักษาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย หรือบำรุงเส้นเอ็น

6.ดีปลี เป็นสมุนไพรที่สามารถนำมารักษาอาการเจ็บป่วยของร่างกายได้หลากหลาย นับตั้งแต่อาการปวดเมื่อย แก้ปัญหาที่เกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบ ไปจนถึงการแก้พิษอัมพฤกษ์ อัมพาต

7.หญ้าหนวดแมว แม้จะเป็นสมุนไพรที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการรักษานิ่วในไตซะมากกว่า แต่อีกหนึ่งสรรพคุณที่สำคัญของหญ้าวิเศษชนิดนี้ก็คือ การแก้อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดหลัง และยังช่วยรักษาโรคปวดตามสันหลังและบั้นเอว

8.ทองพันชั่ง ไม่ว่าจะเป็นการรักษาอาการปวดที่มีสาเหตุมาจากไขข้ออักเสบ คอหรือข้อมือเคล็ด หรือจะใช้ในการบำรุงธาตุ บำรุงร่างกาย สมุนไพรที่ชื่อ ทองพันชั่งก็สามารถตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังมีสรรพคุณในการรักษาโรคอื่นๆ ได้ อาทิ อาการช้ำใน หรือริดสีดวง เป็นต้น

9.โคคลาน เป็นสมุนไพรที่สามารถนำมาใช้ในการรักษาอาการปวดเมื่อย ปวดตามข้อ แก้อาการเส้นตึงได้ โดยเฉพาะอาการเส้นยึดที่มักพบในผู้สูงอายุ

10.มะเมื่อย เป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่มีสรรพคุณมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยคนสมัยก่อนมักใช้ลำต้นหรือเถาของมะเมื่อยมาต้มโดยผสมกับลำต้นของเถาเอ็นอ่อนเพื่อดื่มเป็นยาแก้ปวดเมื่อย

แม้ว่าปัจจุบันสมุนไพรแต่ละประเภทจะหายากหรือหาง่าย แตกต่างกันออกไปตามแต่พื้นที่ แต่ก็ถือว่าโชคดีที่สมัยนี้ เราไม่ต้องไปนั่งศึกษาตำราสมุนไพรทั่วห้องสมุดเพื่อเข้าไปขุดหาสมุนไพรในป่ามาทำยากันเอง ดีไม่ดีโดนจับข้อหาบุกรุก ตัดต้นไม้ทำลายป่า ติดคุกตัวโตเข้าไปอีก เพราะทุกวันนี้เขามีผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรคอยปลูก และสรรหาสมุนไพรต่างๆ มาสกัดเอาส่วนที่เป็นยามาไว้ให้เราเลือกใช้ สบายตัวไปอีกกกกก..

 

Share on Facebook
Share on Twitter